คู่มือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนจากประเทศไทย แบบละเอียดทุกขั้นตอน

ลอนดอนยังคงเป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนจากประเทศไทยด้วย โครงสร้างตลาดที่โปร่งใส และความต้องการเช่าที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องทำให้ลอนดอนเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับนักลงทุนที่มองหาสินทรัพย์คุณภาพในระยะยาว

อสังหาริมทรัพย์ในลอนดอน

กระบวนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักรอาจมีความแตกต่างจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย การทำความเข้าใจแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจนจะช่วยให้กระบวนการลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในคู่มือนี้ เราจะอธิบายขั้นตอนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนจากประเทศไทยอย่างเป็นลำดับ พร้อมแนะนำสิ่งที่ควรทราบในแต่ละขั้นตอน เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

ขั้นตอนที่ 1: การวางแผนด้านการเงิน

ก่อนเริ่มค้นหา อสังหาริมทรัพย์ในลอนดอน สิ่งสำคัญคือการประเมินสถานะทางการเงินของคุณอย่างชัดเจน เพื่อกำหนดงบประมาณการลงทุนและแนวทางการจัดหาเงินทุน

คุณควรพิจารณาว่าจะจัดสรรเงินลงทุนเท่าใดสำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ และมีแผนจะใช้สินเชื่อที่อยู่อาศัย (mortgage) หรือไม่

คำถามสำคัญที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • คุณสามารถกู้ยืมได้ในวงเงินเท่าใด?
  • คุณมีเงินทุนส่วนตัวสำหรับการลงทุนเท่าใด?
  • อัตราส่วนเงินกู้ต่อมูลค่าทรัพย์ (loan-to-value: LTV) ที่เหมาะสมสำหรับคุณคือเท่าใด?

หากคุณมีแผนจะใช้สินเชื่อ การพูดคุยกับผู้ให้กู้ (lender) ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้คุณเข้าใจขอบเขตการกู้ยืมได้ชัดเจน โดยผู้ให้กู้สามารถประเมินวงเงินสินเชื่อเบื้องต้นได้ก่อนที่คุณจะเลือกทรัพย์สิน

ขั้นตอนที่ 2: การกำหนดงบประมาณ

แม้ว่าราคาของอสังหาริมทรัพย์เป็นส่วนที่สำคัญของธุรกรรมในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในลอนดอน แต่สำหรับผู้ซื้อจากต่างประเทศควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้ออย่างรอบด้าน

ค่าใช้จ่ายที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่

  • ภาษีการซื้ออสังหาริมทรัพย์ (Stamp Duty Land Tax: SDLT) รวมถึงภาษีส่วนเพิ่มสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในสหราชอาณาจักร
  • ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายและค่าตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานท้องถิ่น (legal fees and local authority searches)
  • ค่าใช้จ่ายในการสำรวจและประเมินมูลค่าทรัพย์สิน (survey and valuation fees)
  • ค่าธรรมเนียมการจัดสินเชื่อและค่าที่ปรึกษา (mortgage arrangement and broker fees) ในกรณีที่มีการกู้
  • ค่าใช้จ่ายด้านการเงิน (financing costs)
  • ค่าบริการส่วนกลาง (service charges) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ประเภท leasehold

นอกจากนี้ ควรวางแผนด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างเงินบาท (THB) และปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) เพื่อบริหารต้นทุนการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนที่ 3: กำหนดความต้องการและคัดเลือกทำเล

ลอนดอนเป็นเมืองใหญ่ที่ประกอบด้วย 32 เขตการปกครอง (boroughs) ซึ่งแต่ละพื้นที่มีลักษณะตลาดอสังหาริมทรัพย์ ระดับราคา และกลุ่มผู้เช่าที่แตกต่างกันไป การกำหนดทำเลและเงื่อนไขที่ต้องการตั้งแต่ต้นจะช่วยให้การค้นหาอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • ทำเลที่ตั้งและความสะดวกในการเดินทาง
  • จำนวนห้องนอนและห้องน้ำ
  • สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ
  • ที่จอดรถ
  • ประเภทของอสังหาริมทรัพย์ เช่น โครงการใหม่ หรืออาคารเก่า
  • ความเหมาะสมในการปล่อยเช่า: กรณีซื้อเพื่อการลงทุน

ตัวอย่างเช่น อพาร์ตเมนต์แบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มักได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้เช่าที่หลากหลายในพื้นที่ใจกลางลอนดอน ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการปล่อยเช่าได้อย่างต่อเนื่อง

ขั้นตอนที่ 4: ค้นหาและเข้าชมอสังหาริมทรัพย์

ค้นหาและดูอสังหาริมทรัพย์

เมื่อคุณกำหนดเงื่อนไขและความต้องการได้ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการคัดเลือกอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนที่เหมาะสมตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ สำหรับผู้ซื้อชาวไทย คุณสามารถเลือกวิธีการเข้าชมทรัพย์ได้หลากหลายรูปแบบ ได้แก่

  • การเข้าชมทรัพย์สินด้วยตนเองเมื่อเดินทางไปลอนดอน
  • การเข้าชมแบบออนไลน์ (virtual viewings) ผ่านแพลตฟอร์ม เช่น WhatsApp หรือ Zoom ตามความสะดวกของคุณ
  • การดูภาพถ่ายและข้อมูลรายละเอียดของทรัพย์สินอย่างครบถ้วน รวมถึงรายงานประกอบเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

ขั้นตอนที่ 5: การยื่นข้อเสนอซื้อ

เมื่อคุณพบอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนที่ตรงตามความต้องการ ขั้นตอนถัดไปคือการยื่นข้อเสนอซื้อไปยังผู้ขาย

ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ของคุณจะช่วยแนะนำระดับราคาที่เหมาะสม โดยอ้างอิงจากสภาพตลาดในปัจจุบัน และราคาซื้อขายของทรัพย์สินที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในพื้นที่เดียวกัน

ในประเทศอังกฤษ การยื่นข้อเสนอซื้อยังไม่ถือเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในทันที โดยทรัพย์สินจะอยู่ในสถานะ “Sold Subject to Contract (SSTC)” ซึ่งหมายถึงอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมายก่อนการทำสัญญาซื้อขายอย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนที่ 6: แต่งตั้งทนายความ

เมื่อข้อเสนอซื้อของคุณได้รับการตอบรับจากผู้ขายแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการแต่งตั้งทนายความในสหราชอาณาจักร (UK solicitor) อย่างเป็นทางการ

ในประเทศอังกฤษ ทนายความมีบทบาทสำคัญในการดูแลผลประโยชน์ของผู้ซื้อ โดยจะดำเนินการในด้านต่าง ๆ ได้แก่

  • ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ของอสังหาริมทรัพย์
  • ตรวจสอบสัญญาเช่าระยะยาวในกรณีของอสังหาริมทรัพย์แบบ leasehold
  • ดำเนินการขอข้อมูลจากหน่วยงานท้องถิ่น
  • ตั้งข้อซักถามไปยังทีมกฎหมายของผู้ขาย
  • ตรวจสอบรายละเอียดสิ่งที่รวมอยู่ในการขาย เช่น เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

สำหรับผู้ซื้อที่ดำเนินการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนจากประเทศไทย จะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบตัวตน (identity checks) และจัดเตรียมเอกสารเพื่อยืนยันแหล่งที่มาของเงินทุน (source of funds) ตามข้อกำหนดด้านกฎหมาย

ขั้นตอนที่ 7: การตอบรับข้อเสนอและ Memorandum of Sale

เมื่อมีการตกลงเงื่อนไขตามกำหนดระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายเรียบร้อยแล้ว ตัวแทนของผู้ขายจะออกเอกสารที่เรียกว่า Memorandum of Sale เอกสารนี้เป็น สรุปรายละเอียดของข้อตกลงที่ได้ตกลงร่วมกัน โดยจะระบุข้อมูลสำคัญ เช่น

  • ราคาซื้อขาย
  • รายชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย
  • รายละเอียดของทนายความ (solicitors) ของแต่ละฝ่าย
  • กรอบระยะเวลาที่คาดการณ์สำหรับธุรกรรม

แม้ว่า Memorandum of Sale จะยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ถือเป็นการยืนยันว่าทรัพย์สินได้เข้าสู่สถานะ “Sold Subject to Contract (SSTC)” และกระบวนการทางกฎหมายได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ขั้นตอนที่ 8: กระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย (Conveyancing)

ในขั้นตอนนี้ เป็นกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายของอสังหาริมทรัพย์ก่อนที่การซื้อจะเสร็จสมบูรณ์ ทนายความของผู้ซื้อจะดำเนินการตรวจสอบเอกสารทางกฎหมายอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าการถือครองทรัพย์สินมีความถูกต้องและไม่มีความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบในอนาคต

ขอบเขตการตรวจสอบโดยทั่วไป ได้แก่

  • การตรวจสอบกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สิน
  • การพิจารณาข้อจำกัดหรือภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับการถือครอง
  • การตรวจสอบเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

สำหรับอสังหาริมทรัพย์ประเภท leasehold จะมีการตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น

  • รายละเอียดสัญญาเช่าระยะยาว
  • โครงสร้างและค่าใช้จ่ายส่วนกลาง

ขั้นตอนที่ 9: การประเมินมูลค่าและการตรวจสอบสภาพทรัพย์ (Valuation and survey)

ในกรณีที่มีการขอสินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ ผู้ให้กู้ (lender) จะทำการแต่งตั้งผู้ประเมินมูลค่า (valuer) เพื่อประเมินราคาทรัพย์สิน และใช้ประกอบการออกข้อเสนอสินเชื่ออย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ผู้ซื้อยังสามารถเลือกว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญอิสระเพื่อทำการตรวจสอบสภาพโครงสร้างของอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะในกรณีของทรัพย์ที่สร้างเสร็จแล้วเพื่อประเมินสภาพอาคารและระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ขั้นตอนที่ 10: การแลกเปลี่ยนสัญญา (Exchange of Contracts)

เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการแลกเปลี่ยนสัญญา (exchange of contracts) ผู้ซื้อจะต้องโอนเงินมัดจำประมาณ 10% ของราคาซื้อขายไปยังบัญชีของผู้ขาย ในขั้นตอนนี้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะตกลงวันโอนกรรมสิทธิ์ (completion date) ร่วมกัน และสัญญาจะมีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์

หลังจากการแลกเปลี่ยนสัญญา หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอนตัวจากธุรกรรม อาจมีค่าปรับหรือบทลงโทษทางการเงินตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา

ขั้นตอนที่ 11: การตรวจรับงานก่อนโอน (Snagging)

สำหรับอสังหาริมทรัพย์ประเภทโครงการที่ซื้อแบบ off-plan (และอยู่ในช่วงใกล้แล้วเสร็จ) หรือเพิ่งก่อสร้างเสร็จใหม่ จะมีการดำเนินการตรวจรับสภาพทรัพย์ก่อนโอนกรรมสิทธิ์ (pre-completion inspection)

กระบวนการนี้เรียกว่า Snagging ซึ่งเป็นการจัดทำรายการตรวจสอบ (snag list) เพื่อระบุข้อบกพร่องต่าง ๆ ของทรัพย์สิน เช่น

  • ความไม่เรียบร้อยด้านงานตกแต่ง (cosmetic defects)
  • ปัญหาการติดตั้งอุปกรณ์ (installation issues)
  • งานที่ยังไม่แล้วเสร็จ (incomplete work)

เมื่อมีการส่งรายการข้อบกพร่องให้กับผู้พัฒนาโครงการ (developer) แล้ว ผู้พัฒนามีหน้าที่ต้องดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวก่อน หรือภายในระยะเวลาหลังการโอนกรรมสิทธิ์

ขั้นตอนที่ 12: การโอนกรรมสิทธิ์ (Completion)

ในขั้นตอนนี้ ธุรกรรมการซื้ออสังหาริมทรัพย์จะเสร็จสมบูรณ์โดยผู้ซื้อจะดำเนินการชำระเงินส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ขาย เมื่อการโอนเงินเสร็จสิ้น กรรมสิทธิ์ทางกฎหมายของอสังหาริมทรัพย์จะถูกโอนให้แก่ผู้ซื้ออย่างเป็นทางการ และผู้ซื้อจะได้รับสิทธิในการเข้าครอบครองทรัพย์สิน

ขั้นตอนสำคัญในระยะนี้ ได้แก่

  • การโอนเงินส่วนที่เหลือของราคาซื้อขาย
  • การโอนกรรมสิทธิ์ทางกฎหมาย (legal ownership transfer)
  • การส่งมอบกุญแจและการเข้าครอบครองทรัพย์สิน

เมื่อกระบวนการทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ คุณจะกลายเป็น เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนอย่างสมบูรณ์

ขั้นตอนที่ 13: ภาษีการซื้ออสังหาริมทรัพย์ (Stamp Duty Land Tax: SDLT)

Stamp Duty Land Tax

ภาษีการซื้ออสังหาริมทรัพย์ (Stamp Duty Land Tax: SDLT) เป็นภาษีที่ต้องคำนวณและยื่นแบบภาษีภายในระยะเวลาที่กำหนดหลังจากการโอนกรรมสิทธิ์ (completion)

สำหรับผู้ซื้อที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในสหราชอาณาจักร จะมีภาษีส่วนเพิ่ม (non-resident surcharge) ซึ่งอัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับ

  • มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ และ
  • โครงสร้างการถือครอง

การวางแผนและประมาณการภาษี SDLT อย่างถูกต้องตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดงบประมาณ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด

ขั้นตอนที่ 14: การรับประกันสำหรับอสังหาริมทรัพย์ใหม่

สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จใหม่ โดยทั่วไปจะมาพร้อมกับการรับประกันโครงสร้างระยะยาว (structural warranty) ประมาณ 10 ปี ครอบคลุมถึง

  • ระยะเวลารับประกันข้อบกพร่องจากผู้พัฒนาโครงการ (defect liability period)
  • และการรับประกันอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในทรัพย์สิน (appliance warranties)

การทำความเข้าใจขอบเขตของการรับประกันเหล่านี้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการ ปกป้องมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว และช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการซื้อ

ขั้นตอนที่ 15: การส่งมอบทรัพย์สินและรับกุญแจ (Handover & Key Collection)

ในขั้นตอนการส่งมอบทรัพย์สิน ผู้ซื้อควรดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดสำคัญให้เรียบร้อยก่อนรับมอบทรัพย์สิน ได้แก่

  • การตรวจสอบรายการข้อบกพร่อง (snagging items) ว่าได้รับการแก้ไขครบถ้วน
  • การบันทึกเลขมิเตอร์สาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้าและน้ำ (utility meter readings)
  • การตรวจสอบเอกสารสำคัญ เช่น ใบรับรองความปลอดภัยของระบบแก๊ส (Gas Safety Certificate) และใบรับรองประสิทธิภาพพลังงาน (EPC)

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จะมีการส่งมอบกุญแจและสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้ออย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนที่ 16: การปล่อยเช่าและการบริหารจัดการ (Lettings & Management)

การให้เช่าและการบริหารจัดการ

สำหรับนักลงทุนชาวไทยที่ไม่ได้พำนักอยู่ในลอนดอน การมีทีมงานมืออาชีพช่วยดูแล การปล่อยเช่าและบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ จะช่วยให้การลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพในระยะยาว

บริการบริหารจัดการโดยทั่วไปครอบคลุม

  • การหาผู้เช่าที่มีคุณภาพ (tenant sourcing)
  • การจัดเก็บค่าเช่าและโอนเงิน (rent collection and transfer)
  • การประสานงานด้านการซ่อมบำรุง (maintenance coordination)
  • การดูแลด้านภาษีและข้อกำหนดทางกฎหมาย (tax compliance)
  • การจัดการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น service charge และ ground rent

ในนามของผู้ลงทุน Benham and Reeves (Thailand) จะทำหน้าที่ประสานงานโดยตรงกับสาขาของเราในลอนดอน เพื่อให้การดูแลทรัพย์สินเป็นไปอย่างครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อ (acquisition) ไปจนถึงการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง (ongoing management)

ความแตกต่างระหว่างกระบวนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยและสหราชอาณาจักร

หากคุณกำลังพิจารณาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนจากประเทศไทย ขั้นตอนการซื้อมีความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่สำคัญของสองประเทศที่ควรทำความเข้าใจก่อนการตัดสินใจลงทุน

ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  • ธุรกรรมในสหราชอาณาจักรจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย เมื่อมีการแลกเปลี่ยนสัญญา (exchange of contracts) เท่านั้น
  • ทนายความ (solicitor) มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบข้อมูลทางกฎหมาย (due diligence) และดูแลผลประโยชน์ของผู้ซื้อ
  • ผู้ซื้อมีหน้าที่ชำระภาษีการซื้ออสังหาริมทรัพย์ (Stamp Duty Land Tax: SDLT) เมื่อขั้ยตอนการซื้อเสร็จสมบูรณ์
  • โครงสร้างการถือครองอสังหาริมทรัพย์แบบ freehold และ leasehold มีความแตกต่างจากระบบกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมในประเทศไทย

เหตุผลที่คำแนะนำจาก Benham and Reeves Thailand มีความสำคัญ

คู่มือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในลอนดอน ปี 2026 ควรอธิบายให้เห็นขั้นตอนจริงของการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งความซับซ้อนด้านกฎหมาย ภาษี และขั้นตอนการซื้อในแต่ละตลาด

นักลงทุนชาวไทยจะได้รับประโยชน์จากการมีทีมงานของ Benham and Reeves ในไทยที่สามารถประสานงานระหว่างประเทศไทยและลอนดอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการลงทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกัน

ที่ Benham and Reeves Thailand เราให้ความสำคัญกับการให้คำแนะนำที่มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า โดยเข้าใจว่านักลงทุนชาวไทยจำนวนมากมองการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลอนดอนในระยะยาว เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่มั่นคง

หากคุณกำลังพิจารณา ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอน สามารถติดต่อสำนักงานในประเทศไทยเพื่อรับคำปรึกษาแบบส่วนตัวกับผู้เชี่ยวชาญของเรา

เกี่ยวกับผู้เขียน

โศรยา มารมย์ หัวหน้าประจำประเทศไทยของ Benham & Reeves โดยดูแลภาพรวมด้านการให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าชาวไทยที่สนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอน ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานในตลาดที่อยู่อาศัยของลอนดอน ทั้งด้านการขายและการปล่อยเช่า โศรยาสามารถถ่ายทอดข้อมูลเชิงลึกที่อ้างอิงจากข้อมูลจริง ครอบคลุมทั้งศักยภาพของทำเล ความต้องการเช่า และโอกาสในการเติบโตของมูลค่าในระยะยาวได้ดี โศรยาทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมงาน Benham & Reeves ในลอนดอนเพื่อช่วยให้ลูกค้าชาวไทยเข้าถึงโครงการใหม่ โอกาสในการซื้อขายต่อและคำแนะนำด้านการลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา

ดูบทความทั้งหมด โดย โศรยา มารมย์ – Head of Thailand